ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของผักหวานบ้าน

                    “ผักหวานบ้าน” มีชื่อว่า Sauropus androgynus merr. เรียกตามภาษาชาวบ้าน ส่วนชื่ออื่นแบ่งแยกตามภูมิภาค เช่น ก้านตรง จ๊าผักหวาน โถหลุ่ยกะนิ เต๊าะ นานาเซียม ผักหวานใต้ใบ และมะยมป่า ผักหวานบ้าน เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นแข็งตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ใบเป็นใบประกอบ ใบย่อยเรียงสลับรูปวงรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบสีเขียวเข้ม มีแถบสีขาวบริเวณกลางใบ ชอบแตกยอดอ่อน หากยิ่งตัดก็จะยิ่งแตกยอดออกไปมากมาย โดยเฉพาะหน้าฝนถือว่าเป็นผักพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษ เพราะไม่มีแมลงกัดกิน จึงไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น

การประกอบอาหารผักหวาน
                       ผัดน้ำมันหอย
                       ยำผักหวาน
                       แกงเลียงผักหวาน
                       แกงส้มผักหวาน
                       ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าผักหวาน
                       ต้มจืดหมูสับ

การแปรรูปผักหวาน
                     ปั่นเป็นน้ำผักหวาน
                     ผลิตเป็นชาผักหวาน

การเลือกพื้นที่
                     ต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม เป็นพื้นที่ที่อยู่กลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ไม่มีร่มเงาของต้นไม้บัง เพราะว่าถ้ามีร่มเงาจะทำให้ผลผลิตลดลงถึง 50 - 60% ในขณะที่ปลูกจะต้องดูแลรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ

 

 

 

 

การเตรียมดิน
                     ทำการไถดะตากดินทิ้งไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรพร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก อัตราไร่ละ 1,000-2,000 กิโลกรัม หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดอัตราไร่ละ 400 กิโลกรัม ก็ได้ และทำการไถยกร่องตามพื้นที่ขนาดความกว้างประมาณ 1.5-2 เมตร

วิธีการปลูก
                     นำกิ่งพันธุ์ผักหวานที่ได้ทำการขยายพันธุ์โดยการปักชำ นำมาปลูกในแปลงยกร่อง โดยใช้ระยะ
30 x 50 เซนติเมตร หรือระยะ 50 x 50 เซนติเมตร แล้วคลุมด้วยฟาง เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืชขึ้น

การให้น้ำ
                    ระยะแรกควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลักจากผักหวานมีอายุได้ 2 – 3 เดือนก็ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง

การดูแลรักษา
                     เมื่อผักหวานอายุ 1 เดือน ควรกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน พร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด อัตราต้นละ 1 กำมือ หรือประมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่

การเก็บเกี่ยวผักหวาน
                     ผักหวานจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 2 – 3 เดือน โดยเว้นระยะห่าง 7 วัน เก็บได้ 1 ครั้ง หลักจากเก็บเกี่ยวยอดผักหวานได้ 4-5 ครั้ง ให้ตัดแต่งกิ่งต้นผักหวาน โดยให้ผักหวานเหลือความสูง 50-60 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด จากนั้นทิ้งระยะเวลาประมาณ 10 วัน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยให้ปฏิบัติอย่างนี้ตลอดไปจนผักหวานมีอายุ 15-20 ปี เกษตรกรจะได้ผลผลิตผักหวานอยู่ที่ 300 กก./ไร่/เดือน

ตลาดผักหวาน
                     จังหวัดอ่างทองมีพื้นที่ปลูกผักหวานที่อำเภอแสวงหา โดย นายมานพ ทองพันธุ์ เป็นผู้จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกผักหวานปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 50 คน และมีกลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกผักหวานในจังหวัดสุพรรณบุรี , สิงห์บุรี และชัยนาท รวมมีพื้นที่ปลูก 200 ไร่ มีผลผลิตสมาชิกสัปดาห์ละ 1,000 กิโลกรัมโดยราคาผักหวานอยู่ที่ราคาประกันไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 40 บาท และรวบรวมผลผลิตส่งร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ

โรคและแมลงศัตรูผักหวาน
                     จะมีเพลี้ยไฟ ไร และหนอนหนังเหนียว ซึ่งใช้วิธีการป้องกันกำจัดโดยใช้สารสมุนไพร น้ำหมักชีวภาพ

คุณค่าอาหารจากผักหวานบ้าน
                    ผักหวานบ้าน มีรสชาติกรอบอร่อย มีสารอาหารหลายชนิด ยอดอ่อนและใบอ่อน มีรสหวาน เป็นแหล่งอาหารที่ทรงคุณค่ามาก เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ซึ่งมีอยู่มากกว่าผักหวานหลาย ๆ ชนิด รวมทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมพร้อมแมกนีเซียม ที่มีอยู่ในผักใบเขียวอย่างผักหวาน จะช่วยให้การยืดหดของกล้ามเนื้อในร่างกายมีประสิทธิภาพสูงสุดตามไปด้วย ผู้บริโภคบ่อย ๆ จะไม่เป็นโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ผักหวานสดยังมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งวิตามินซีเป็นแอนติออกซิเดนท์ ที่ช่วยไม่ให้เนื้อเยื่อหรือเซลล์ภายในร่างกาย ถูกทำลายจากมลพิษทางอากาศ และรังสีจากแสงแดด ที่ทำให้เกิดมะเร็งหรือแก่ก่อนวัย รวมทั้งผิวหนังเหี่ยวย่นด้วย ที่สำคัญผักหวานยังมีเบต้า-แคโรทีน ที่มีอยู่ในผักใบเขียวทั่ว ๆ ไป เบต้า-แคโรทีน จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ตัวหนึ่งและเมื่อถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอแล้ว จะช่วยบำรุงสายตาให้สามารถเห็นได้ดีในที่มืดและยังเพิ่มความแข็งแรง ให้ภูมิคุ้มกันเอาไว้ต่อสู้กับโรคติดเชื้อสารพัดชนิด

                     จากรายงานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารของใบ และยอดผักหวาน พบว่าใบและยอดผักหวาน 100 กรัม มีส่วนประกอบ ดังนี้ (กองโภชนาการ 2535)
                       ความชื้น 90.7 กรัม
                       ไขมัน 0.4 กรัม
                       คาร์โบไฮเดรท 3.5 กรัม
                       เส้นใย 1.5 กรัม
                       โปรตีน 4.9 กรัม
                      
วิตามิน บี 1 0.19 มิลลิกรัม
                       วิตามิน บี 2 4.8 มิลลิกรัม
                       วิตามิน ซี 32.0 มิลลิกรัม
                       แคลเซี่ยม 68.7 มิลลิกรัม
                       เหล็ก 5.0 มิลลิกรัม
                       ฟอสฟอรัส 4.0 มิลลิกรัม
                       ไนอาซีน 5.8 มิลลิกรัม
                       พลังงาน 45.0 แคลอรี่
                       วิตามิน เอ 20.503 หน่วยสากล

คุณค่าทางสมุนไพร
ประโยชน์ราก : แก้ไข้ ระงัดความร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้กลับ เนื่องจากกินของแสลง รักษาโรคอีสา
                             แก้โรคมะเร็งคุด รักษาโรคคางทูม
ใบ               : รับประทานแก้ปวดเมื่อยร่างกาย เป็นยาบำรุงสุขภาพหลังคลอดบุตร
ใบและราก     : ใช้ตำพอกแผล ฝี
                       สาร papaverine สกัดที่ได้จากใบและลำต้นโดยใช้แอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ ยังยั้งเอนไซม์ HIV-1
reverse transcriptase

สรรพคุณทางยาไทย (ผักหวาน)
โลหิตจาง    :  ยอดและใบผักหวาน ลวกหรือจิ้มน้ำพริก รับประทานทุกวัน ประมาณ 1 เดือน
ผิวหนังแห้ง : รับประทานใบและยอดผักหวานทุกวัน
ไข้ร้อนใน   : ยอดผักหวานแกงเลียงหรือต้มจืดรับประทานกับข้าวร้อน ๆ จะทำให้เหงื่อออก
ตามัว        :  รับประทานแกงเลียงยอดผักหวานทุก ๆ วัน

 

สรุปพื้นที่ดำเนินการโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้า
ปลอดภัยจากสารพิษและเกษตรอินทรีย์ (ผักหวาน) ปี 2547
จังหวัดอ่างทอง (อ.แสวงหา)
ที่
ตำบล
จำนวนเกษตรกร
(ราย)
จำนวนพื้นที่
(ไร่)
หมายเหตุ
1
สีบัวทอง
3
6
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ
รายละ 1- 2 ไร่
2
บ้านพราน
1
2
3
วังน้ำเย็น
11
22
4
ศรีพราน
2
4
รวม
4 ตำบล
17
34